
005 ทบทวน BRT เพื่อพิจารณาการดำเนินโครงการ
OKR ปี 2568
อัพเดทล่าสุด Invalid Date
| จัดทางเชื่อมเข้าสู่รถไฟฟ้า | 1 | แห่ง |
| ให้บริการ Bike Sharing | 2,598 | คัน |
| พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางจักรยาน | 2 | เส้นทาง |
| ก่อสร้างและปรับปรุงท่าเรือ | 5 | ท่า |
| เพิ่มเส้นทาง BMA Feeder | 1 | เส้นทาง |
การต่อสัญญาให้บริการระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) ของ กทม. เป็นมากกว่าการคงระบบขนส่งเดิม แต่เป็นการยกระดับการเดินทางของคนเมืองในหลายมิติ ด้านการเข้าถึง การปรับรูปแบบรถโดยสารและจุดจอดรับ–ส่งใหม่ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสถานีได้สะดวกขึ้น พร้อมเปิดโอกาสในการขยายเส้นทางให้ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเมืองมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น เช่น รถไฟฟ้าและรถโดยสารประจำทาง ก่อให้เกิดการเดินทางที่ราบรื่นและเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น ด้านเศรษฐกิจ ค่าโดยสารที่เข้าถึงได้ช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบสถานี ด้านสิ่งแวดล้อม รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองที่สะอาดและยั่งยืนมากขึ้น ตอกย้ำเป้าหมาย กทม. ในการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ เข้าถึงง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง
สัญญาการเดินรถ BRT (Bus Rapid Transit) เดิมสิ้นสุดลงในปี 2566 กทม. จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน และผลกระทบต่อประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งสาธารณะ จากการทบทวนดังกล่าว เมืองได้ปรับรูปแบบสัญญาใหม่ โดยเน้น - การเปลี่ยนประเภทและพลังงานของรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน - การวางแผนขยายขอบเขตให้บริการ เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางรถโดยสารประจำทางอื่นในพื้นที่ เช่น ถนนสาทรต่อเนื่องถึงถนนพระรามที่ 4 แนวทางใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอบโจทย์การเดินทางของคนเมืองในระยะยาว
กทม. ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนกรอบสัญญาการให้บริการรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) หลังจากสัญญาเดิมสิ้นสุดลง โดยมุ่งให้บริการรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม และมีความยืดหยุ่นต่อแผนพัฒนาในอนาคต เช่น การขยายเส้นทางและการเพิ่มจุดจอดรับ–ส่งผู้โดยสาร ภายใต้กรอบสัญญาใหม่ มีการเพิ่มจุดจอดรับ–ส่งใหม่ 2 สถานี ได้แก่ - สถานีถนนจันทน์เหนือ (บริเวณแยกจันทน์–นราธิวาส) - สถานีถนนจันทน์ใต้ (บริเวณแยกรัชดา–นราธิวาส) รถโดยสารรูปแบบใหม่จำนวน 23 คัน เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% แบบพื้นเตี้ย (Low Floor) ระดับความสูงจากพื้นถนนเพียง 34 เซนติเมตร เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้น–ลงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ตัวรถมีประตูสองด้าน เพื่อรองรับการปรับเส้นทางให้จอดรับ–ส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถโดยสารประจำทางทั่วไปได้ โดยได้จัดทำชานชาลารับ–ส่งชั่วคราวที่มีระดับต่ำรองรับการใช้งาน รถโดยสารใหม่ทั้งหมดเป็นรถปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดมลพิษทางอากาศและส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในรถมี - ที่นั่งมาตรฐาน 30 ที่นั่ง พร้อมราวจับสำหรับพื้นที่ยืน - พื้นที่รองรับรถเข็นผู้พิการ (Wheelchair) ใกล้ประตูเข้า–ออก - ระบบ GPS สำหรับติดตามตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน - จอแสดงข้อมูลตำแหน่งและเส้นทางของรถโดยสาร - ระบบชำระค่าโดยสารด้วยบัตรแรบบิทหรือสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านโทรศัพท์มือถือ (ไม่มีการจำหน่ายบัตรโดยสารบนรถ) ตัวรถมีประตูฝั่งซ้าย 2 ประตู และฝั่งขวา 1 ประตู พร้อมทางลาดทั้งสองฝั่งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถเข็นผู้พิการ ภายในติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) 5 ตัว ครอบคลุมบริเวณเครื่องเก็บค่าโดยสารและพื้นที่โดยสาร เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ







การขยายเส้นทางรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญ คือปริมาณรถยนต์บนถนนโดยรอบเส้นทางเดิมมีความหนาแน่นสูง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงต่อต้านจากผู้ใช้รถส่วนตัว และส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบ BRT เช่น การลดความถี่ของการให้บริการและความต่อเนื่องของการเดินรถ