
025 ประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในโครงการของ กทม.
กทม. ส่งเสริมให้หน่วยงานในสังกัดบริหารความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิผล และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงการที่ใช้งบประมาณสูง โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินงานโปร่งใส รัดกุม และตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง การตรวจสอบจะครอบคลุมหลายมิติ ทั้งความคุ้มค่าของการลงทุน และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกงบประมาณที่ใช้ เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนกรุงเทพฯ
ที่ผ่านมา กทม. ดำเนินโครงการขนาดใหญ่มาแล้วหลายโครงการ ซึ่งใช้งบประมาณสูง แต่ยังขาดกลไกการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าอย่างเป็นระบบและโปร่งใส จึงเกิดคำถามตามมาว่า “คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนหรือไม่” ตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการ BRT ที่ กทม. จ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม บริหารโครงการด้วยงบประมาณประมาณ 2,000 ล้านบาท ในช่วง 7 ปีแรก (2553–2560) [1] โดยในปี 2554 มีผู้ใช้บริการ 4.3 ล้านเที่ยวคนต่อปี [2] แม้จะมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีคำถามตามมาเรื่องผลกระทบต่อจราจร และจำนวนผู้โดยสารที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายระยะยาว กรณีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ กทม. ต้องพัฒนากลไกวิเคราะห์โครงการอย่างรอบด้าน ทั้งต้นทุน ประโยชน์ และความเสี่ยง เพื่อถอดบทเรียนจากอดีต และสร้างระบบที่บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้จริง การเปิดเผยข้อมูลเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้สังคมมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นศูนย์กลาง
กทม. มุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล ตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายนี้คือ BRT ซึ่งมีพัฒนาหลายมิติที่บ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่มุ่งเน้นคุณภาพและความคุ้มค่า การใช้งานที่เพิ่มขึ้น จากสถิติ พบว่าจำนวนผู้โดยสาร BRT เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี - ปี 2565: 2,471,699 คน - ปี 2566: 3,478,056 คน (เพิ่มขึ้น 40.7%) - ปี 2567: 3,721,286 คน (เพิ่มขึ้น 7%) ตัวเลขนี้สะท้อนการฟื้นตัวของระบบขนส่งและความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มิติความคุ้มค่าการลงทุน 1. เปลี่ยนเป็นรถ EV ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เป็นผลดีทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ต้นทุนจัดซื้อรถ EV จะสูงกว่ารถ NGV แต่โดยทั่วไปแล้ว ค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาในระยะยาวต่ำกว่า จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า 2. ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มสถานี มีการปรับปรุงสถานีเดิม 12 แห่งให้รองรับรถชานต่ำ (Low Floor) และเพิ่มสถานีใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่ สถานีถนนจันทน์เหนือ และสถานีถนนจันทน์ใต้ การปรับปรุงนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงและความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการที่ใช้รถเข็น ผู้สูงอายุ และคนท้อง สามารถขึ้นลงรถได้สะดวกขึ้น แก้ไขปัญหาการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนที่เคยมีในอดีต 3. ปรับระบบชำระค่าโดยสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ รองรับทั้งบัตร Rabbit และ QR Code ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการบริการ ลดการใช้เงินสด ลดข้อผิดพลาดในการทอนเงิน และลดภาระในการจัดการเงินสดของระบบขนส่ง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) มิติด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 1. ปริมาณงานและขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีรถให้บริการทั้งหมด 23 คัน วิ่งในเส้นทางระยะทาง 16.5 กิโลเมตร ครอบคลุม 14 สถานี โดยมีความถี่การเดินรถที่เหมาะสมกับช่วงเวลาใช้งาน - ช่วงเวลาเร่งด่วน: ทุก 5–8 นาที - ช่วงเวลาปกติ: ทุก 10–12 นาที 2. การบริหารความเสี่ยงและแก้ปัญหาเดิม - ปัญหาคนรอรถนาน: มีการกำหนดความถี่รถใหม่ และติดตั้ง GPS บนรถทุกคัน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามตำแหน่งรถผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ - ปัญหาผู้ใช้งานกลุ่มเปราะบาง: เปลี่ยนเป็นรถชานต่ำ พร้อมทางลาด และพื้นที่รองรับรถเข็น เพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และคนท้องสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก โดยยึดหลัก Universal Design ที่ออกแบบเพื่อทุกคน การประเมินความพึงพอใจ "กว่า 80% ของผู้โดยสาร พึงพอใจมากที่สุด ต่อบริการ BRT" คือผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่สะท้อนถึงผลลัพธ์ของการปรับปรุงระบบ ทั้งในแง่ความสะดวก ความรวดเร็ว และภาพลักษณ์ที่ทันสมัยขึ้นของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ
แม้ กทม. จะพยายามผลักดันให้การตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มค่างบประมาณภาษี แต่ในทางปฏิบัติยังเผชิญความท้าทาย ทั้งด้านบุคลากร ระบบข้อมูล และการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หากไม่มีระบบจัดการที่ดี อาจทำให้การตรวจสอบไม่ครอบคลุม หรือข้อเสนอแนะถูกละเลยในทางปฏิบัติ 1. ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญและเวลาเพียงพอในการตรวจสอบ โครงการขนาดใหญ่มีความซับซ้อน ต้องใช้ผู้ตรวจสอบที่มีทักษะเฉพาะ เช่น การเงิน วิศวกรรม หรือนโยบายสาธารณะ หากคนไม่พอหรือเวลาจำกัด อาจกระทบต่อคุณภาพการตรวจสอบ จึงควรใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์และจัดการข้อมูลให้แม่นยำขึ้น 2. ข้อมูลกระจัดกระจายและระบบทำงานแยกส่วน (Silo) ข้อมูลโครงการมักกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ใช้ระบบไม่เหมือนกัน ทำให้รวบรวมและประเมินผลได้ยาก จึงควรพัฒนาฐานข้อมูลกลาง และมีผู้ประสานงานหลักในแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การทำงานลื่นไหลและไม่ตกหล่น 3. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังไม่ทั่วถึง ควรเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ชุมชน นักวิชาการ หรือผู้ใช้บริการ มีบทบาทตั้งแต่ต้นทาง มีช่องทางรับฟังความคิดเห็นที่เข้าถึงง่าย พร้อมระบบแจ้งผลว่าความเห็นใดถูกนำไปใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตรวจสอบได้จริง