
034 ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในชั่วโมงเร่งด่วนบริเวณ Low Emission Zone
OKR ปี 2568
อัพเดทล่าสุด Invalid Date
| BMA Feeder มีผู้โดยสาร | 1,444,665 | คน |
การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในชั่วโมงเร่งด่วน บริเวณ Low Emission Zone ช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าจะสูง ทำให้ปริมาณฝุ่นในเมืองลดลง ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างประโยชน์ระยะยาวต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ สิทธิในอากาศสะอาด ได้รับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานในการหายใจอากาศที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ สุขภาพที่ดีขึ้น เมื่อค่าฝุ่นลดลง คนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และลดการลาป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เศรษฐกิจเข้มแข็ง การลดปริมาณรถและมลพิษช่วยลดต้นทุนด้านสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าลงทุนมากขึ้น คุณภาพชีวิตและสังคมที่ยั่งยืน เมืองที่อากาศสะอาดและรถน้อยลงช่วยให้เด็ก ๆ มีพื้นที่กลางแจ้งที่ปลอดภัย ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น และสร้างความมั่นใจในการอยู่อาศัย ทำให้กรุงเทพฯ น่าอยู่มากขึ้น
ฝุ่น PM2.5 จากภาคขนส่งเป็นปัญหาหลักของกรุงเทพฯ โดยมีสัดส่วนกว่า 50% ของมลพิษทั้งหมด ในสถานการณ์ปกติ ค่าฝุ่นจากรถยนต์อยู่ที่ราว 30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) แต่เมื่อเกิดสภาพอากาศปิด ค่าฝุ่นจะพุ่งขึ้นเป็น 60 มคก./ลบ.ม. และหากมีการเผาชีวมวลร่วมด้วย ค่าฝุ่นอาจสูงถึง 90 มคก./ลบ.ม. แสดงให้เห็นว่าทั้งการจราจรและการเผาเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมคุณภาพอากาศของเมือง กรุงเทพฯ มีรถยนต์จดทะเบียนกว่า 10 ล้านคัน โดยราว 30% (ประมาณ 3 ล้านคัน) มีอายุเกิน 10 ปี ซึ่งรถเก่ามักปล่อยมลพิษสูงกว่ารถใหม่ จากข้อมูลปี 2561 รถบรรทุกดีเซลปล่อยฝุ่น PM2.5 ประมาณ 40% และหากดูตามมาตรฐานเครื่องยนต์ พบว่าเครื่องยนต์ ยูโร 4 ลงไป เป็นแหล่งปล่อยมลพิษถึง 72% ดังนั้น รถบรรทุกดีเซลเก่าคือหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเร่งจัดการ
กทม. ใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศ 82 แห่ง แลเซนเซอร์ 1,501 จุด ประกอบกับระบบพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 3 วัน ทำให้สามารถประเมินแนวโน้มฝุ่นในระดับย่านได้ล่วงหน้า หากพบสัญญาณวิกฤต เช่น ค่าฝุ่นระดับสีแดงเกิน 5 เขต หรือสีส้มเกิน 15 เขต พร้อมอัตราการระบายอากาศต่ำกว่า 3,000 m²/s จะประกาศมาตรการล่วงหน้า 24 ชั่วโมง มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. เขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) - ห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป (ยกเว้น EV, NGV, EURO 5–6) ที่ไม่อยู่ใน “Green List” เข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษกในช่วงวิกฤตฝุ่น - ตรวจสอบด้วยกล้อง CCTV 207 ตัว และระบบอ่านป้ายทะเบียนเชื่อมกับ Green List หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ผลลัพธ์จากการบังคับใช้ (23–24 ม.ค. 2568): • ค่าฝุ่นในเขตประกาศลดลง 15.6% • รถบรรทุกเข้าเขตน้อยลง 12% เหลือเพียง 2,982 คัน • พบรถนอก Green List 465 คัน ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว - แผนปี 2569: ขยายครอบคลุม 50 เขต, พัฒนาระบบร้องทุกข์กล่าวโทษ, ส่งเสริมการลงทะเบียน Green List และติดตั้งกล้องเพิ่มโดยเฉพาะเส้นทางรอยต่อกรุงเทพฯ 2. Work From Home (WFH) - ลดการจราจรและการสัมผัสอากาศเสีย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 103,781 คน (ข้อมูล 28 ม.ค. 68) - ตั้งเป้าขยายเครือข่ายเป็น 300,000 คน และประสานงานกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับคาร์บอนเครดิต 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการเดินทางทางเลือก - เดินหน้าโครงการ BMA Feeder 4 เส้นทาง, BRT, ทางเท้า 1,000 กม., ทางเดินหลังคาคลุม และจักรยานสาธารณะ - เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและเลือกเดินทางที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า
เนื่องจาก กทม. มีข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ในการจัดการฝุ่น PM2.5 จึงได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการจราจรและขนส่ง ดังนี้ 1. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจควันไอเสียรถยนต์ 2. สั่งห้ามใช้รถยนต์ที่มีค่าควันเกินมาตรฐาน 3. ให้อำนาจ กทม. เพิ่มเติม ในการทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการขนส่งหรือเจ้าพนักงานจราจร สำหรับรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป 4. ยกเลิกการลดภาษีรถยนต์เก่า และปรับระบบภาษีใหม่ คิดตามอายุการใช้งานและปริมาณการปล่อยมลพิษ 5. ลดช่วงเวลาตรวจสภาพรถยนต์ จากเดิม 7 ปีแรก เหลือ 5 ปีแรก 6. ปรับมาตรฐานการตรวจสภาพรถให้เข้มข้นขึ้น 7. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น การให้ส่วนลดเมื่อนำรถสันดาปมาเปลี่ยน การตั้งสถานีชาร์จ และการจัดการรถหมดอายุ 8. บังคับให้รถบรรทุก 6 ล้อที่มีอายุเกิน 15 ปี ต้องติดตั้งตัวกรองมลพิษ (Diesel Particulate Filter: DPF)