
121 จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กทม. (กรอ. กทม.)
พื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ กรุงเทพมหานครได้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กทม. (กรอ. กทม.) เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการเสนอแนวทางนโยบายและออกแบบมาตรการต่าง ๆ ร่วมกับภาครัฐ โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจเมืองเติบโตไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ประเทศไทยมีโครงสร้าง “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ” (กรอ.) ทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด โดย กรอ. ส่วนกลางมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจระดับประเทศ และตัวแทนภาคเอกชนจาก 3 สถาบันหลัก (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย ร่วมเป็นกรรมการ ในระดับจังหวัด แต่ละพื้นที่มี กรอ. จังหวัด ซึ่งเปิดให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานในท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวนโยบายเศรษฐกิจร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีโครงสร้างที่สะท้อนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จริง เช่น หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ธนาคารในจังหวัด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม สำหรับ กทม. ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ กลับไม่มี กรอ. เฉพาะพื้นที่ เหมือนจังหวัดอื่น ๆ เพราะบทบาทด้านเศรษฐกิจของ กทม. มักถูกรวมไว้ในระดับ กรอ. ส่วนกลางที่ดูแลโดยรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงได้จัดตั้ง “กรอ. กทม.” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ภาคเอกชนและหน่วยงานในเมืองหลวงได้ร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์บริบทของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ เช่น การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นฟูย่านการค้า และการลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ
กรุงเทพมหานครได้นำข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย มาผลักดันต่อเนื่องในกรอบคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กทม. (กรอ.กทม.) พร้อมทั้งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถขับเคลื่อนผลการดำเนินงานใน 8 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ยกระดับระบบขออนุญาตก่อสร้าง - เพิ่มช่องทาง ขออนุญาตออนไลน์ ทราบผลภายใน 14 วัน - พัฒนาระบบหลังบ้าน “BMAOSS” ให้ทุกเขตดำเนินการตามมาตรฐานเดียว - ตรวจสอบสถานะผ่าน LineOA กรุงเทพมหานคร ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bmaoss.bangkok.go.th/ 2. พัฒนา Street Food และพื้นที่การค้า - ปรับเกณฑ์จุดผ่อนผันให้เป็นระเบียบ - พัฒนา Hawker Center เช่น ใต้ทางด่วนเพลินจิต เสาชิงช้า สวนลุมพินี (ประตู 5) ตลาดพลู ฯลฯ - อบรมผู้ค้าด้านการตลาด บัญชี ภาษี และสุขอนามัย 3. บริหารจัดการขยะและเพิ่มมูลค่า - ร่วมมือห้าง ตลาด คัดแยกขยะตามหลัก Zero Waste - ติดตั้งจุดรับขยะแยก (Drop-off point) - คัดแยกพลาสติกใช้ทำชุดพนักงานกวาด พร้อมสำรวจความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงเครื่องแบบ 4. ยกระดับความปลอดภัยร้านอาหาร - มอบใบประกาศ “ร้านอาหารปลอดภัย” - ตรวจสอบการทิ้งไขมันและของเสียลงท่อน้ำสาธารณะ - จัดอบรมเปิดร้านอาหารฟรี และส่งเสริมสุขลักษณะในทุกด้านภายใต้กรุงเทพฯ เมืองอาหารปลอดภัย 5. จ่ายค่าธรรมเนียมภาครัฐแบบออนไลน์ เช่น - BMA Tax Map จ่ายภาษีที่ดิน/ป้าย - BKK Waste Pay ค่าธรรมเนียมเก็บขยะ 6. แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน - สถานธนานุบาล - โครงการพิเศษร่วมกับธนาคารกรุงไทย - อบรมความรู้การออม-เครดิต และส่งเสริม QR Payment ให้วิเคราะห์ประวัติเครดิตได้ 7. ทบทวนราคากลางให้ทันสมัย - ทุกหน่วยต้องอัปเดตราคากลางงานก่อสร้าง หากเอกสารล่าช้าเกิน 30 วัน - หากมีต้นทุนเปลี่ยนแปลง ให้พิจารณาปรับราคากลางทันทีตามกฎหมาย 8. พัฒนาคลองหัวลำโพง - สำรวจและจัดการ แหล่งน้ำเสีย-ท่อน้ำเชื่อมต่อ - ขุดลอกคลอง / ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง - รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ เช่น ตลาดลาว - จัดการขยะ และรณรงค์แยกขยะในชุมชน ทั้งนี้ ยังมี 2 ข้อเสนอจากสมาคมธนาคารไทยที่อยู่ระหว่างหารือ ได้แก่ - พัฒนา กทม. เป็นเมืองนำร่องด้านระบบชำระเงินของนักท่องเที่ยวในภูมิภาค - ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็น Regional Hub ของอาเซียน กทม. ตั้งใจพัฒนาการทำงานและบริการของภาครัฐ เพื่อให้สามารถส่งเสริมและไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของภาคเอกชนในพื้นที่