152 ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข เพิ่มการรักษา เพิ่มเวลา เพิ่มทรัพยากร

OKR ปี 2568

อัพเดทล่าสุด Invalid Date

จำนวนศูนย์บริการสาธารณสุขพลัส6แห่ง (สะสม)
สัดส่วนประชาชนที่ใช้ ศบส. พลัส แล้วไม่ต้องส่งต่อ94%
สัดส่วนชุมชนที่ได้รับการตรวจเพื่ออกใบรับรองความพิการ100%
ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ยกระดับเป็นศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ2แห่ง
สัดส่วนของผู้ที่เข้ารับการปรึกษาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น5%
ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ได้รับการปรับปรุง2แห่ง
ศูนย์บริการสาธารณสุขใหม่ หรือ ทดแทน2แห่ง
เวลารอพบแพทย์เฉลี่ยสำหรับโรค NCDs20นาที
สัดส่วนของสถานพยาบาลที่มีการจัดการคิวแบบ Digital100%

152 ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข เพิ่มการรักษา เพิ่มเวลา เพิ่มทรัพยากร

สิ่งที่คนกรุงเทพได้

1. ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของประชาชน ไม่ต้องไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือที่อยู่ไกลบ้าน 2. เข้าถึงบริการตรวจรักษาขั้นพื้นฐานหรืออาการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน 3. บริการคลินิกและประเภทโรคที่ให้การรักษา ตรงกับความต้องการและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย 4. ลดเวลารอคอยและการส่งต่อที่ไม่จำเป็นไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่

เริ่มจากปัญหาอะไร

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ขณะที่ในกรุงเทพฯ หลายพื้นที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ พร้อมกันนี้ แนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบในคนอายุน้อยลง ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลต่อหัวในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมือง ปี 2567 ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของ กทม. ภายใต้สำนักอนามัย มีผู้เข้ารับบริการมากกว่า 2 ล้านครั้ง (ทั้งในและนอกเวลาราชการ) เพิ่มขึ้นจาก 1.72 ล้านครั้งในปี 2563 กทม. จึงจำเป็นต้องยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข เพิ่มศักยภาพการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งด้านส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและสุขภาพคนเมือง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เพิ่มบริการ-ขยายเวลา ดูแลประชาชนใกล้บ้าน - ขยายคลินิกนอกเวลา 57 แห่ง ครอบคลุม 50 เขต เปิดบริการช่วงเย็น (16.00–20.00 น.) และวันหยุด (08.00–12.00 น.) - เพิ่มบริการใน "ศบส. พลัส" 15 แห่ง เพื่อลดการส่งต่อไป รพ. โดยไม่จำเป็น ลดการส่งต่อได้ถึง 94% - พัฒนา “ศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง” 13 แห่ง โดยมีแพทย์ประจำสัปดาห์ ผู้รับบริการเพิ่มขึ้นเป็น 14,198 คน - ยกระดับคลินิกกายภาพบำบัด เป็น ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟู 14 แห่ง มีบริการแพทย์แผนไทย ฟื้นฟูอาการปวด และ Office Syndrome ผู้รับบริการเพิ่มขึ้นเป็น 15,261 ครั้ง - เพิ่มคลินิกเฉพาะทาง 22 แห่ง เช่น โรคหัวใจ สูตินรีเวช ต่อมไร้ท่อ กุมารเวช และจักษุ ผลลัพธ์ที่ชัดเจน - ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 4.37 (ปี 2565) เป็น 4.67 (ปี 2567) เต็ม 5 - ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยในกลุ่มโรค NCDs ลดลงจากเป้าหมาย 50 นาที เหลือเพียง 43 นาที ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปี 2567: ดำเนินการ 16 แห่ง (ก่อสร้าง 13 / ปรับปรุง 3) ปี 2568: ดำเนินการ 20 แห่ง (ก่อสร้าง 7 / ปรับปรุง 13) พร้อมได้ก่อสร้าง ศบส. แห่งที่ 70 เขตวังทองหลาง ซึ่งเดิมเป็นเขตเดียวที่ยังไม่มีศูนย์บริการในพื้นที่

อุปสรรคที่เจอระหว่างทาง

ข้อจำกัดด้านอัตรากำลังและทรัพยากรบุคลากร กทม. บริหารอัตรากำลังและงบประมาณให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เช่น - กฎหมายข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) - พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 - ระเบียบข้าราชการ กทม. พ.ศ. 2528 การเพิ่มบุคลากรด้านสาธารณสุขจึงต้องพิจารณาในภาพรวมของภารกิจ กทม. ส่งผลให้ไม่สามารถเพิ่มกรอบอัตรากำลังได้อย่างยืดหยุ่น แนวทางปัจจุบันจึงใช้การจ้างเหมาช่วงเวลา หรือจ้างรายวัน เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการในแต่ละพื้นที่ ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณที่ซับซ้อน การจัดทำคำของบประมาณและดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์หรือก่อสร้างอาคารของสำนักอนามัย กทม. ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักหลายขั้นตอน ทำให้การยกระดับการบริการหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถตอบสนองสถานการณ์ด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ความท้าทายจากระบบสิทธิการรักษาพยาบาลที่หลากหลาย ประชาชนใช้สิทธิหลัก 2 ประเภทคือ - ประกันสังคม - หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ซึ่งมีหน่วยบริการและสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน สำหรับระบบบัตรทอง ปัจจุบันมี คลินิกชุมชนอบอุ่น มากกว่า 276 แห่ง (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2568) ภายใต้การกำกับของ สปสช. ให้บริการด้านสุขภาพระดับปฐมภูมิ

โครงการที่เกี่ยวข้อง

นโยบายอื่นๆ