157 คาร์บอนคุมได้ กทม.ปลอดคาร์บอน (BMA Net Zero)

OKR ปี 2568

อัพเดทล่าสุด Invalid Date

ลดการปล่อย GHG14,483tCO2e (สะสม 30,000)
ติดตั้ง Solar rooftop40แห่ง
เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED (อาคาร กทม.)40,400ดวง
ปรับปรุง chiller5เครื่อง
ปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่าง LED11,450ดวง
อาคารควบคุมที่มีการใช้พลังงานลดลง3อาคาร (สะสม 7)
ทำข้อมูลต้นไม้ยืนต้นและพื้นที่ร่มไม้ในเมือง1ชุดข้อมูล

157 คาร์บอนคุมได้ กทม.ปลอดคาร์บอน (BMA Net Zero)

สิ่งที่คนกรุงเทพได้

หากลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนได้จริง คนกรุงเทพฯ จะได้.. - อากาศเย็นลง หายใจสบายขึ้น การลดความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศช่วยให้อุณหภูมิโลกลดลง กรุงเทพฯ ไม่ต้องเผชิญกับ “เกาะความร้อน” (Urban Heat Island) ที่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา คนเมืองได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบายขึ้น และลดปัญหาสุขภาพจากคลื่นความร้อน - เมืองชายฝั่งปลอดภัยขึ้น การชะลอการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกช่วยลดระดับน้ำทะเลไม่ให้สูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งบางขุนเทียนและชุมชนริมน้ำ คนกรุงเทพฯ จะไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้ำทะเลกัดเซาะและน้ำท่วมซ้ำซาก - ภัยธรรมชาติน้อยลง เมืองอยู่ได้อย่างมั่นคง เมื่อสภาพอากาศไม่แปรปรวนรุนแรงเหมือนเดิม พายุใหญ่ น้ำท่วมฉับพลัน คลื่นความร้อน และมลพิษจากไฟป่าจะลดความถี่และความรุนแรงลง ทำให้การใช้ชีวิตและเศรษฐกิจเมืองปลอดภัยและมั่นคงกว่าเดิม - ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมา การลดการสูญเสียระบบนิเวศทำให้กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบยังคงมีสัตว์ พืช และพื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์มากขึ้น เมืองจึงไม่ใช่แค่ “อยู่ได้” แต่ยัง “น่าอยู่” ทั้งในแง่ความรื่นรมย์และความสมดุลของธรรมชาติ

เริ่มจากปัญหาอะไร

รายงานปี 2561 ระบุว่า กรุงเทพฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 43.71 ล้านตัน เทียบเท่ากับการใช้รถยนต์กว่า 59 ล้านคันต่อปี หรือการเผาป่ากว่า 2.58 ล้านไร่ หากไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง คาดว่าภายในปี 2573 ปริมาณก๊าซจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 ล้านตันต่อปี แหล่งปล่อยก๊าซหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. การขนส่งทางถนน 26.71% 2. การใช้พลังงานในธุรกิจและหน่วยงานรัฐ 23.42% 3. ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 21.73% 4. ภาคครัวเรือน 13.99% 5. การฝังกลบของเสีย 10.95% ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทั้งอาคารและยานพาหนะจำนวนมาก กทม. รเองก็เป็นแหล่งปล่อยก๊าซที่สำคัญ โดยระหว่างปีงบประมาณ 2561–2565 หน่วยงานในสังกัดมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเฉลี่ย 242,166 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ดังนั้น กทม. จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้องแสดงบทบาทในฐานะองค์กรต้นแบบ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

การเดินหน้าสู่กรุงเทพฯ Net Zero การจะทำให้ กทม. ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ต้องอาศัย 3 ขั้นตอนหลัก คือ คำนวณ – ลด – ชดเชย โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน จนถึงการดำเนินมาตรการลด และการชดเชยส่วนที่เหลืออย่างสมดุล 1. คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก - นำร่องการคำนวณที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต - กรอกข้อมูลลงในแพลตฟอร์มออนไลน์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ครอบคลุม 3 ขอบเขต ได้แก่ ขอบเขตที่ 1 การปล่อยทางตรง เช่น การใช้เชื้อเพลิง ยานพาหนะ การบำบัดน้ำเสีย การใช้สารทำความเย็นและปุ๋ยเคมี ขอบเขตที่ 2 การใช้ไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงไฟสาธารณะ ขอบเขตที่ 3 การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ เช่น การใช้น้ำประปา กระดาษ และการกำจัดขยะนอกพื้นที่หน่วยงาน - ผลการคำนวณ: คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เท่ากับ 223,646 tCO2e (ยังไม่รวมค่าจากขยะ) 2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการสำคัญที่ดำเนินการแล้ว เช่น - ติดตั้ง Solar Roof Top 57 แห่ง ลดได้ราว 3,200 tCO2e/ปี - เปลี่ยนหลอดไฟ LED 58,801 ดวง ลดได้ 41,220 tCO2e และจะเปลี่ยนเพิ่มอีก 30,000 ดวงในปี 2568 - เปลี่ยนรถราชการเป็น รถพลังงานไฟฟ้า เช่น BMA Feeder, BRT, รถเก็บขยะ รถกวาดฝุ่น รถรดน้ำต้นไม้ โดยการเปลี่ยนรถ 1,400 คัน ลดได้ 20,000 tCO2e - ปรับปรุงอาคาร เช่น ระบบ Chiller กระจกทึบแสง เพื่อลดการใช้พลังงาน - ลดการฝังกลบขยะ โดยคัดแยกขยะ โครงการ “ไม่เทรวม” และการผลิตพลังงานจากขยะ - ร่วมมือกับธนาคารโลกและ IFC นำร่องอาคารสีเขียว 4 แห่ง (โรงพยาบาลตากสิน, โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์, โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์) จากมาตรการที่ดำเนินการแล้ว กทม. สามารถลดการปล่อยก๊าซได้กว่า 70,000 tCO2e แต่ยังเหลือส่วนที่ต้องชดเชยประมาณ 154,000 tCO2e 3. ชดเชยก๊าซเรือนกระจก - โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น: ปลูกแล้วกว่า 1.2 ล้านต้น หากเติบโตเต็มที่จะกักเก็บได้ 11,400–28,800 tCO2e/ปี (ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ไม้) - เมื่อรวมกับไม้ยืนต้นเดิมในเมืองกว่า 3.18 ล้านต้น จะกักเก็บได้รวมราว 41,700–76,480 tCO2e/ปี - รวมศักยภาพการกักเก็บทั้งสิ้นราว 105,000 tCO2e/ปี

โครงการที่เกี่ยวข้อง

นโยบายอื่นๆ