216 ผู้ว่าฯ สัญจรประจำเขต

OKR ปี 2568

อัพเดทล่าสุด Invalid Date

เขตที่สัญจร73หน่วยงาน
ข้อสั่งการของเขตที่ดำเนินการ94%

216 ผู้ว่าฯ สัญจรประจำเขต

สิ่งที่คนกรุงเทพได้

จากการปรับรูปแบบการทำงานและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประชาชนกรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์โดยตรง ดังนี้ 1. ปัญหาและแผนงานแต่ละเขตถูกส่งตรงถึง ผู้ว่าฯ กทม. เสียงสะท้อนจากพื้นที่ไม่ถูกกลบหรือหล่นหาย แต่ถูกนำขึ้นสู่ผู้บริหารสูงสุดอย่างรวดเร็วและครบถ้วน ทำให้การแก้ปัญหามีความตรงจุดและตอบสนองต่อความต้องการจริงของประชาชนในแต่ละเขต 2. ผู้ว่าฯ ใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่มากขึ้น การพบปะ พูดคุย และทำงานร่วมกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดช่องว่างระหว่างการบริหารและการปฏิบัติจริง เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และทำให้คนกรุงเทพฯ มั่นใจว่านโยบายต่าง ๆ สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของตนเอง 3. คุณภาพชีวิตได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมทางเท้า จัดการขยะ ปรับปรุงสวนสาธารณะ หรือแก้ปัญหาน้ำเสีย ล้วนเกิดจากข้อมูลที่ถูกส่งตรงและรับฟังโดยตรงจากพื้นที่ ทำให้คนกรุงเทพฯ เห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

เริ่มจากปัญหาอะไร

การบริหารงานของ กทม. ยังเผชิญข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลและการสื่อสารระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. เจ้าหน้าที่ และประชาชน ทำให้การแก้ปัญหาหลายด้านยังไม่ทันต่อสถานการณ์และไม่ตรงกับความต้องการจริงของพื้นที่ 1. ช่องทางการรับฟังปัญหาที่ไม่ครอบคลุม ปัญหาและแผนงานของแต่ละเขตมักไม่ถูกส่งต่อถึงผู้ว่าฯ กทม. โดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ขาดข้อมูลเชิงลึกและความต้องการเฉพาะของพื้นที่ ทำให้การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาอาจไม่ตรงจุด 2. ความห่างเหินระหว่างผู้ว่าฯ กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ การลงพื้นที่ยังไม่เป็นระบบต่อเนื่อง ผู้ว่าฯ จึงไม่ค่อยมีโอกาสใกล้ชิดกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ทำให้เสียงสะท้อนจากหน้างานถูกส่งต่ออย่างจำกัด และนโยบายที่ออกมาอาจไม่สอดคล้องกับสภาพจริง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านการสื่อสารและสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน กทม. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน โดยมุ่งเน้นทั้งการลงพื้นที่ การรับฟังปัญหาโดยตรง และการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม 1. สัญจรครบ 50 เขต ภายในเวลา 1 ปี 8 เดือน ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ครบทั้ง 50 เขต เริ่มจากเขตคลองเตย (มิถุนายน 2565) และต่อเนื่องสู่รอบที่ 2 ที่เขตสายไหม (มีนาคม 2567) เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนและเจ้าหน้าที่โดยตรง ครอบคลุมทั้งจราจร ทางเท้า ขยะ มลพิษ และน้ำเสีย ซึ่งช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึก นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดกว่าช่องทางปกติ 2. ใกล้ชิดเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ผู้ว่าฯ พบปะ พูดคุย และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ “โซ่ข้อสุดท้าย” ที่เชื่อม กทม. กับประชาชน การรับฟังปัญหาการทำงานพร้อมทั้งให้กำลังใจ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ ความผูกพัน และความรู้สึกมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเมือง 3. ติดตามผลข้อสั่งการอย่างจริงจัง มีการติดตามความคืบหน้ามากกว่า 1,700 เรื่อง โดยดำเนินการแล้วเสร็จเกิน 90% ครอบคลุมโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น ศูนย์นันทนาการ ลานกีฬา สวนสาธารณะ การปลูกต้นไม้ และการปรับปรุงถนนให้สวยงาม 4. กระจายอำนาจสู่พื้นที่ ส่งเสริมให้แต่ละเขตมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและแก้ไขปัญหาของตนเอง นำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์สภาพจริงของแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ

อุปสรรคที่เจอระหว่างทาง

แม้การสัญจรและการติดตามผลจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของ กทม. ได้อย่างมาก แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ต้องเผชิญและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารเมืองเกิดผลที่ยั่งยืนและครอบคลุมมากที่สุด 1. การติดตามปัญหาค้างคาและรักษาประสิทธิภาพระยะยาว แม้ข้อสั่งการส่วนใหญ่ได้รับการดำเนินการแล้ว แต่ยังมีบางเรื่องที่ค้างคา ต้องอาศัยการติดตามและเร่งรัดอย่างต่อเนื่อง โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจาก Traffy Fondue มาใช้เป็นเครื่องมือเร่งรัด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกปัญหาได้รับการแก้ไขจนแล้วเสร็จจริง 2. ข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของ กทม. ปัญหาบางประการอยู่นอกเหนืออำนาจโดยตรงของ กทม. เช่น เรื่องที่ต้องอาศัยหน่วยงานราชการส่วนกลางหรือรัฐวิสาหกิจ ทำให้การแก้ไขล่าช้า กทม. จึงจำเป็นต้องกำหนดผู้ประสานงานหลักในการส่งต่อ ติดตามผล และแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ร้องเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในกระบวนการ 3. การเข้าถึงปัญหาเชิงลึกในชุมชน แม้การสัญจร season 2 จะขยายการลงพื้นที่ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้านจัดสรร แต่ด้วยความหลากหลายและความซับซ้อนของกรุงเทพฯ ทำให้การเข้าถึง “เส้นเลือดฝอย” ของปัญหายังต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่เขต พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้ตลอดเวลา เพื่อให้การแก้ไขครอบคลุมและสะท้อนบริบทจริงของทุกพื้นที่

โครงการที่เกี่ยวข้อง

นโยบายอื่นๆ